วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

1.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)

1.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
ไหว้พระ 9 วัด วันสงกรานต์ ดับร้อน เสริมศิริมงคล
1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
คติ “เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย”
เครื่องสักการะ ธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม ดอกไม้
วัดพระแก้ว เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๑ เป็นวัดในมหาราชวัง โดยที่เป็นที่ประดิษฐานของ พระแก้วมรกต ด้วย
 เรียกว่าเป็นวัดที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย สำหรับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว พระอารามหลวงชั้นพิเศษ ที่ตั้งอยู่ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐาน พระมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต รวมถึงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ เพราะฉะนั้น กระปุกท่องเที่ยวเลยจะพาเพื่อน ๆ ไป เที่ยววัดพระแก้ว ยลโฉมความงดงามของ วัดพระแก้ว วัดคู่บ้านคู่เมืองของกรุงรัตนโกสินทร์กันค่ะ

วัดพระแก้ว

วัดพระแก้ว

วัดพระแก้ว
วัดพระแก้ว

ประวัติวัดพระแก้ว

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสร็จขึ้นครองราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2325 ได้ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2325 โดยมีที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับพระราชวังเดิม ของกรุงธนบุรี

          ซึ่งพระบรมมหาราชวังนี้มีเนื้อที่ 152 ไร่ 2 งาน รวมความยาวโดยรอบสี่ด้านกำแพง ได้ทั้งหมด 1,910 เมตร ประกอบไปด้วยป้อมปราการ กับประตูพระราชวังโดยรอบ ภายในของพระบรมมหาราชวัง แบ่งเป็นสี่ส่วน คือ พระราชฐานชั้นนอก พระราชฐานชั้นกลาง พระราชฐานชั้นใน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

          ลักษณะแบบแผนการก่อสร้างคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่ในบริเวณวังเหมือนกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอารามหลวง ในเขตวังนี้นับเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ

          สำหรับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" รวมถึงเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส

เที่ยววัดพระแก้ว

          ภายในวัดพระแก้วมีอาคารสำคัญและอาคารประกอบเป็นจำนวนมาก จึงขอแบ่งกลุ่มอาคารออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตำแหน่งและความสำคัญ ดังนี้…

           กลุ่มพระอุโบสถ : เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด มี "พระอุโบสถ" เป็นอาคารประธาน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ล้อมรอบด้วยศาลาราย พระโพธิ์ธาตุพิมาน หอราชพงศานุสรณ์ หอราชกรมานุสรณ์ หอระฆัง หอพระคันธารราษฎร์
วัดพระแก้ว

วัดพระแก้ว

          สำหรับพระอุโบสถตั้งอยู่ส่วนกลางของวัด มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประดิษฐานเสมารวม 8 ซุ้ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2326 ก่อนจะสำเร็จเรียบร้อยลงใน พ.ศ. 2328 ส่วนหลักฐานการก่อสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถไม่ชัดเจนนัก นอกจากบ่งไว้ว่าฝาผนังรอบนอกเป็นลายรดน้ำปิดทองรูปกระหนกเครือแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกในบนพื้นสีชาด ฝาผนังด้านในเหนือประตูด้านสกัดเป็นภาพเรื่องมารวิชัยและเรื่องไตรภูมิ ฝาผนังด้านยาวเขียนภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ฝาผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ซึ่งปรากฏว่ามีการแก้ไขในรัชกาลที่ 3 และ 4 ในภายหลังดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน 

          ภายในพระอุโบสถได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามตั้งแต่เพดานถึงพื้น กลางห้องประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" ในบุษบกทองคำพร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญมากมาย
วัดพระแก้ว

           กลุ่มฐานไพที : กลุ่มอาคารบริเวณฐานไพที มีอาคารหลักสามหลัง คือ ปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑป พระศรีรัตนเจดีย์ และวัตถุประดับตกแต่งอื่น ๆ เช่น รูปปั้นสัตว์หิมพานต์ บุษบกพระราชลัญจกร นครวัดจำลอง พระสุวรรณเจดีย์ และพนมหมาก
วัดพระแก้ว

           กลุ่มอาคารและสิ่งประดับอื่น ๆ : หอพระนาก พระเศวตกุฏาคารวิหารยอด หอมณเฑียรธรรม พระอัษฎามหาเจดีย์ ยักษ์ทวารบาล และจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียง ซึ่งมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังจำนวน 178 ห้อง เรียงต่อกันยาวตลอดฝาผนังทั้ง 4 ทิศ มีเนื้อหาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์

          ทั้งนี้ วัดพระแก้ว ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด การบูรณะครั้งใหญ่ทั้งพระอารามมีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี ใน พ.ศ.2425 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม ในโอกาสที่มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามอีกครั้ง ใน พ.ศ. 2525 เมื่อมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการบูรณะ

          วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.30 น. ยกเว้นแต่วันที่มีพระราชพิธีต่าง ๆ ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับชาวต่างประเทศเสียค่าเข้าชม 200 บาท
วัดพระแก้ว

การแต่งกายเข้าวัดพระแก้ว

          การเข้ามาชมไปวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของชาติ จึงต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ อีกทั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัด ได้แก่ ห้ามสวมเสื้อแขนกุด สายเดี่ยว หรือเสื้อที่เปิดไหล่ทุกชนิด, ห้ามสวมใส่กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน กางเกนยีนส์ขาด ๆ ส่วนกระโปรงก็ไม่สั้นจนเกินไป ทางที่ดีควรเลยหัวเข่าลงมา ส่วนรองเท้าก็ควรเป็นรองเท้าสุภาพ 

          ทั้งนี้ หากเครื่องแต่งกายของคุณไม่เหมาะสมหรือถูกต้อง ทางสำนักพระราชวังได้จัดเตรียมเสื้อผ้าให้ยืมฟรี บริเวณประตูวิเศษไชยศรี แต่ต้องวางเงินประกันชิ้นละ 100 บาท กับบัตรประชาชนเอาไว้ และเมื่อเอาชุดมาคืนทางเจ้าหน้าที่ก็จะคืนทุกอย่างให้หมด

ข้อควรระวัง

           ไม่ควรใช้แฟลชในการถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียง เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายกับภาพจิตกรรมได้

           ภายในอาคารอื่นทั้งหมดโดยเฉพาะพระอุโบสถ ห้ามถ่ายภาพอย่างเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีโทษปรับ และยึดสื่อบันทึก
ที่มา : https://travel.mthai.com/blog/134101.html

4.นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

กรุงรัตนโกสินทร์ คือ ราชธานีของไทย ที่เรียกขานกันมาตั้งแต่แรกสถาปนาในพุทธศักราช 2325 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมาเป็น “กรุงเทพมหานครฯ” ในปัจจุบัน และ “รัตนโกสินทร์” ยังเป็นนามของยุคสมัย นับตั้งแต่สร้างกรุงจวบจนปัจจุบัน ผ่านกาลเวลามากว่าสองศตวรรษ มีการสืบทอด พัฒนา และผสมผสานด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นยุคสมัยที่มีสีสันหลากหลาย งดงาม ทั้งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ดุจอัญมณี มีค่าหลากสีที่ผ่านการเจียระไน จนพราวแสงเปล่งประกายงาม
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
ก่อนจะมาเป็น “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์”
อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เป็นอาคาร 4 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 2,500 ตรม. พื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร รวมทั้งสิ้น 8,000 ตรม. ภายในอาคาร จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับรัตนโกสินทร์ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ทั้งสื่อจัดแสดง หุ่นจำลอง การนำสื่อผสมเสมือนจริง 4 มิติ สื่อมัลติทัช มัลติมีเดียแอนิเมชัน ในลักษณะอินเตอร์เอคทีฟ เซล์ฟ เลิร์นนิ่ง (Interactive Self-learning)
อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชนัดดาราม เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาคารบริเวณถนนราชดำเนินกลาง และยังเป็นงานสถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่มีพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ให้ตัดถนนราชดำเนินจากพระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง โดยจัดวางรูปแบบตามลักษณะของ Champs Elysees (ถนนไปยังประตูชัย) ในประเทศฝรั่งเศส
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
การก่อสร้างถนนราชดำเนินเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2442 ส่วนอาคารตลอดแนวถนนราชดำเนินกลาง ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2480 โดยการเวนคืนที่ดินทั้งสองฝั่งถนนข้างละ 40 เมตร และออกแบบโดยสถาปนิกหลายท่าน ได้แก่ มล.ปุ่ม มาลากุล, คุณหมิว อภัยวงศ์ ซึ่งใช้แนวความคิดในการออกแบบจาก Champ Elysees ตามพระราชดำริเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานก่อสร้างอาคารบนถนนราชดำเนินกลาง ใช้เวลาระหว่างปี พ.ศ. 2480 ถึง 2491 มีอาคารจำนวน 15 หลัง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 10 ล้านบาท โดยจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง อาทิเช่น บริษัท สง่าวรรณดิศ จำกัด, บริษัทคริสเตียนีแอนด์เนลสัน จำกัด และในขณะเดียวกันได้ก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2482 ด้วย
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้เยาวชนชื่นชอบและสนใจที่จะศึกษาค้นคว้า และภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมในยุครัตนโกสินทร์ ที่บรรพชนไทยได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ อีกหนึ่งแห่งของกรุงเทพมหานคร ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ก่อนจะไปเที่ยวยังสถานที่จริง..
สำหรับการจัดแสดง “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” ได้นำเสนอเรื่องราวด้านต่างๆ แห่งยุครัตนโกสินทร์ ผ่านห้องจัดแสดง ซึ่งตั้งชื่อไว้อย่างคล้องจองกัน ทั้งหมด 9 ห้อง รวมกันหมายถึง “อัญมณี แห่งมหานคร” ดังนี้
1. รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์
2. เกียรติยศแผ่นดินสยาม
3. เรืองนามมหรสพศิลป์
4. ลือระบิลพระราชพิธี
5. สง่าศรีสถาปัตยกรรม
6. ดื่มด่ำย่านชุมชน
7. เยี่ยมยลถิ่นกรุง
8. เรื่องรุ่งวิถีไทย
9. ดวงใจปวงประชา
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

จุดแรกของ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ บริเวณชั้นที่ 1
เมื่อนักท่องเที่ยวได้เข้าไปยังอาคาร นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ สิ่งแรกที่พบเจอบนอาคารชั้นที่ 1 คือ โถงต้อนรับ ผู้มาเยือนด้วย ป้ายแอลอีดีขนาดใหญ่แสดงข้อความว่า “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” ป้ายไฟนี้ไม่ธรรมดา มีเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวซ่อนไว้ด้วย ถ้านักท่องเที่ยวลองยกมือยกแขนแกว่งไปมา จะมีฝูงนกบินออกมาแสดงบนหน้าจอด้วยนะ สร้างความเพลิดเพลินก่อนเข้าไปชมของจริงจากข้างใน นอกจากนี้บริเวณเดียวกัน ยังมีศูนย์บริการข้อมูลให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศอีกด้วย
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
บริเวณชั้น 1 ของ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทางด้านซ้ายเป็นห้องโถงกิจกรรมอเนกประสงค์ ซึ่งใช้จัดนิทรรศการสำคัญ ที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนเนื้อหาตลอด
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
ส่วนทางด้านขวา ชั้น 1 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกแห่งวันวาน Q Shop และ R Shop ร้านกาแฟ ทรูคอฟฟี่ และร้าน icedea ซึ่งเป็นเมนูไศกรีมแบบไทย เพียงสาขานี้สาขาเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีทางเดินบันไดขึ้นชั้นลอย ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องสมุดนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่มีหนังสือ และอินเตอร์เน็ตไว้ให้บริการ
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

เริ่มต้นการเดินทาง “เวลาของรัตนโกสินทร์ และเวลาของโลก”
จุดเริ่มต้นการเดินทาง เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของรัตนโกสินทร์ในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรเผื่อเวลาให้กับทริปนี้พอสมควร ซึ่งการชมในแต่ละชั้นใช้เวลานานถึง 1-2 ชั่วโมง รวมทั้งนิทรรศการใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ว่าได้ นอกจากนี้ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนยิ่งดี เพื่อให้การรับเรียนรู้ของคุณไม่สะดุดไปกับการหาสุขานะครับ
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
โดยมัคคุเทศก์ จะพาเราไปยังทางเข้าด้านซ้าย หลังจอแอลอีดีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดแรกของการชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ก่อนเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้เข้าไป จะมีจุดเรียนรู้ที่แรกนามว่า “อุโมงค์เวลา” คือ การเรียนรู้เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ครั้งแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาจนถึงปัจจุบัน
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

ดื่มด่ำย่านชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตไทยดั้งเดิม
เมื่อผ่านพ้นประตูทางเข้าไปแล้ว จะพาผู้ชมขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารนิทรรศน์รันตโกสินทร์ เพื่อเรียนรู้กับ ห้องวิถีไทย วิถีแห่งการพึ่งพา กับ 12 ชุมชมจำลองบนเกาะรัตนโกสินทร์ที่ย่อมาไว้ในทีเดียว อาทิ ชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา เป็นต้น นิทรรศการส่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงวิถีของชาวไทยตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ยังคงใช้วิถีชีวิตเรียบง่ายริมแม่น้ำ ไม่ว่าจะใช้กิน อาบ หรือใช้สำหรับสัญจรไปมากัน ร่วมไปถึงการพึ่งพาอาศัยระหว่างชาวบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ซึ่งความมีน้ำใจของสังคมไทยในปัจจุบัน แทบจะหายากเต็มทีแล้ว
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
การสัมผัสวิถีชีวิตไทยแบบจำลอง ไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ มัคคุเทศก์ของเรายังพาไปชมวิถีชีวิตของชาวสยามในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นกันต่อ เพื่อให้ทราบถึงชีวิตริมน้ำอย่างท่องแท้ เราก็ต้องลงเรือไปสัมผัสกัน ใช่แล้ว! อ่านไม่ผิดครับ ที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มีมากกว่านิทรรศการทั่วไป นอกจากมีแสง สี เสียงบรรยาย กันไปแล้ว ต้องมีอุปกรณ์จำลอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สูงสุด ว่าแล้วพวกเราลงเรือ เพื่อชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำกันดีกว่า
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
ระหว่างที่พวกเรานั่งเรือกันอยู่ เรือไม้ก็ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไม่ใช่แล่นไปเฉยๆ อย่างเดียวนะ เรือโคลงเคลงเอียงไปมาสมจริงเหมือนกำลังลอยอยู่กลางแม่น้ำ พร้อมฟังเพลงแหล่บรรยายวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำ ยังมีเทคโนโลยีโปรเจคเตอร์ ฉายภาพเคลื่อนไหวสองมิติริมสองฝั่งแม่น้ำ ที่เรือไม้ของพวกเราแล่นอยู่ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

กาลเวลาผ่านไป จากชีวิตริมน้ำ สู่ ถนนแห่งความศิวิไลซ์
เมื่อเรือไม้พาพวกเราเรียนรู้เรื่องราวชีวิตผู้คนริมน้ำกันไปแล้ว เรือไม้แห่งกาลเวลาได้ทำหน้าที่ส่งเราเพียงเท่านี้ กาลเวลาผ่านพ้นไป สิ้นสุดวิถีชีวิตตอนต้นรัตนโกสินทร์ ความเจริญของโลกตะวันตก เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนไทย และพวกเราต้องเดินทางเรียนรู้ประวัติศาสตร์กันต่อบนรถรางบนถนนเจริญกรุง
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
ถนนเจริญกรุง หรือ นิวโรด เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมีความยาวจากถนนสนามไชยถึงดาวคะนองประมาณ 8,500 เมตร การก่อสร้างถนนเจริญกรุงนั้น เนื่องจากในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 มีชาวต่างประเทศเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศให้เข้าสู่ความทันสมัย และทัดเทียมกับชาติตะวันตก ควรมีการปรับปรุงถนนหนทางเพื่อการคมนาคมให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากการสร้างถนนเจิญกรุงไม่นาน ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ความเจริญมากมายก็เข้ามายังถนนเส้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำประปา ร้านหมอฟัน ธนาคาร และไปรษณีย์ไทย เป็นต้น
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จนมาถึง กรุงเทพมหานครฯ ในปัจจุบัน
การเกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 นำไปสู่ความสู่ความทันสมัย และศิวิไลซ์แก่สายตาชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตามกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ผ่านเหตุการณ์ และเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ก็มีการจำลองวิถีชีวิตของผู้คนชาวสยามในช่วงนี้ให้ศึกษากันครับ
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ผู้คนบนเกาะรัตนโกสินทร์ เหมือนจะได้รับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะวัฒนธรรมแบบ “อเมริกันชน” จากแฟชั่นการแต่งตัว ดนตรี เทคโนโลยี และความบันเทิงแบบฮอลลีวูด เป็นต้น จนกลายมาเป็นยุค “โก๋หลังวัง” นั่นเอง
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
นับจากนั้นเป็นต้นมา รอบๆ เกาะรัตนโกสินทร์ ก็เติบโตด้วยสิ่งก่อสร้างมากมาย สะพาน ถนน อาคาร ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า จน กรุงเทพมหานครฯ กลายเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งโลก นี่คือบทสรุปเรื่องราวการเดินทาง เพื่อเรียนรู้ชีวิตผู้คนในอดีตบนเกาะรัตนโกสินทร์ จนกลายเป็น กรุงเทพมหานครฯ เมืองแห่งความฝัน ในปัจจุบัน

ดวงใจ ปวงประชา
มัคคุเทศก์ ได้พาพวกเราไปเรียนรู้กันต่อที่ บริเวณชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นนิทรรศการแสดงเรื่องราวของ “กรุงรัตนโกสินทร์” ได้รับการสถาปนาขึ้นมา และปกครองให้เจริญมั่นคง โดยพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ความเป็นชาติที่มีเอกราชและอารยะ ได้แสดงให้เห็นว่า การดำรงสถานะกษัตริย์ตลอดทั้ง 9 รัชกาล มิได้อยู่ในความสะดวกสบาย หากแต่เป็นฐานะของผู้ที่มีความสามารถสูงยิ่ง ในการนำพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤตการณ์และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน คือ พระราชกรณียกิจนานัปการที่ได้ถ่ายทอดไว้ในนิทรรศการห้องนี้
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
เริ่มต้นด้วยการชมวิดิทัศน์การฟื้นฟูของสยามประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
รำลึกในพระราชกรณีกิจอันยิ่งใหญ่… ของพระมหากษัตริย์ไทย ทรงฝ่ามรสุมมหาอำนาจจากชาติตะวันตก ที่หมายรุกรานเอกราชของไทย รวมไปถึงการปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย นำชาติไปสู่ศิวิไลซ์ ทัดเทียมกับนานาประเทศ รวมถึงเหตุการณ์สำคัญที่อยู่ในความทรงจำพสนิกรชาวไทยทุกคน
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม
ร่วมตราตรึงไปกับภาพยนตร์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนำความอุดมสมบูรณ์จากดินสู่ฟ้า.. จากป่าสู่เมืองในบรรยากาศที่โอบล้อมตัวผู้ชม ด้วย แสง สี เสียง ทันสมัย ที่ทำให้พวกเราต้องซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ปกแผ่ไปทั่วทุกสารทิศ
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

จากใจ..พสกนิกร
สุดท้ายทาง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมบันทึกความในใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงบนจอระบบมัลติทัช โดยภาพของพวกเรา จะถูกนำไปจัดแสดงหมุนเวียนร่วมกับเหล่านักแสดง และศิลปิน เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

ปิดท้าย ความงามรัตนโกสินทร์ กันที่ รัตนโกสินทร์สกายวิว
ถ้ายังไม่กลับ มีเวลาเหลือพอ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวทัศนียภาพสถาปัตยกรรมของกรุงรัตนโกสินทร์โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาทอง ป้อมมหากาฬ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และโลหะปราสาท ในมุมที่สวยสุดที่นักท่องเที่ยวไม่เคยมาก่อน พร้อมด้วยมุมพักผ่อนหย่อนใจ จิบเครื่องดื่ม รับประทานอาหารในบรรยากาศสบายๆ
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยามนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00น. เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ทุกๆ 20 นาที ***รอบเข้าชมสุดท้าย เวลา 17.00น.
อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ราคา 100 บาท (ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ)
เข้าชมฟรี – เด็ก (สูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร)
– นักเรียน นักศึกษา (ไม่เกินระดับปริญญาตรี) ในเครื่องแบบ หรือแสดงบัตร
– พระภิกษุ สามเณร และนักบวช
– ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)
– ผู้พิการ
***นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมนิทรรศการแต่ละห้องได้ตามอัธยาศัย โดยไม่จำกัดเวลาภายในวันที่ระบุในบัตรเข้าชม ยกเว้น ห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ ห้องเรืองรุ่งวิถีไทย และห้องดวงใจปวงประชา ซึ่งทางอาคารจำเป็นต้องขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าชมเฉพาะรอบเวลาที่ระบุไว้ในบัตรเข้าชมเท่านั้น
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวแห่งสยาม

ที่มา    : https://travel.mthai.com/blog/65146.html

3.เกาะเกร็ด

เที่ยวเกาะเกร็ด เกาะกลางลำน้ำเจ้าพระยา

 คนชอบ "เกาะ" ยกมือขึ้น... อุ้ย! ไม่ใช่สิ ต้องพูดว่า "คนชอบเที่ยวเกาะยกมือขึ้น" เพราะว่าวันนี้เราจะขอเอาใจคนชอบ "เที่ยวเกาะ" พาไปเที่ยว "เกาะเกร็ด" เกาะกลางลำน้ำเจ้าพระยา ใครจะรู้บ้างว่า... ภาคกลางของประเทศไทยเราก็มี "เกาะ" เหมือนกัน 
          "เกาะเกร็ด" เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในจังหวัดนนทบุรี รู้จักกันดีในฐานะแหล่งชุมชนคนมอญที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผา และประเพณีวัฒนธรรมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจุดลูกหนู งานตักบาตรทางน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลายปีให้หลังมานี้ การท่องเที่ยวเกาะเกร็ดดูเหมือนจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติถ้าไปเที่ยวในวันเสาร์–อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ บนเกาะจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย ร้านค้า ร้านอาหารก็ดูจะคึกคักสุด ๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวบนเกาะเกร็ด ก็จะมีทั้งมาเดินเที่ยว ช้อปปิ้ง หาของอร่อย ๆ กิน บ้างก็เลือกนั่งเรือชมรอบเกาะ ทำเอาเพลิดเพลินใจไปอีกแบบ ทั้งนี้ เกาะเกร็ดจะเปิดเวลาประมาณ 08.00-17.00 น.

         แต่ก่อนจะไปเที่ยว เรามาทำความรู้จักกับ "เกาะเกร็ด" กันให้มากขึ้นกว่านี้หน่อยดีกว่า... เกาะเกร็ด เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงส่วนที่เป็นแหลม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2265 เรียกว่า "คลองลัดเกร็ดน้อย" ในจังหวัดนนทบุรี (คลองลัดเกร็ดใหญ่อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอำเภอสามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก) ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้น เซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ชื่อเดิมเรียกว่า "เกาะศาลากุน"
          "เกาะเกร็ด" มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สังเกตได้จากวัดวาอารามต่าง ๆ บนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่คงจะมาร้างคนเมื่อพม่ามายึดกรุงศรีอยุธยา หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้ชาวมอญมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ โดยชาวมอญบนเกาะเกร็ดนั้น มีทั้งที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้ว "เกาะศาลากุน" จึงมีฐานะเป็นตำบล และเรียกว่า ตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงมีชื่อว่า "เกาะเกร็ด" 

          ฮั่นแน่... เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ประวัติของที่นี่น่าสนใจไม่เบาเลยใช่ไหมล่ะ แต่ขอบอกว่า นอกจากประวัติความเป็นมาจะน่าสนใจแล้วเนี่ย ที่ "เกาะเกร็ด" ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกเพียบ ถ้าอยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง เราไปดูพร้อม ๆ กันเลย...
          เริ่มกันที่วัดซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดไปแล้ว นั่นคือ "วัดปรมัยยิกาวาส" (วัดปากอ่าว) ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอด ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาส ตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบัน ที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฎกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง ด้านหลังพระอุโบสถ มีพระมหารามัญเจดีย์ จำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวดากองของพม่า     
เกาะเกร็ด


          พระวิหาร ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์สมัยอยุธยาตอนปลาย ขนาดยาว 9.50 เมตร ภาพจิตรกรรมที่เพดานนั้นแปลกตากว่าที่อื่น เป็นภาพลายปฐมจุลจอมเกล้า หน้าพระวิหารประดับตราพระเกี้ยว เป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี 

          พระนนทมุนินท์ เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย ปางขัดสมาธิเพชร ประดิษฐานอยู่ในบุษบกแบบมอญ (จองพารา) สลักโดยฝีมือช่างที่นี่ ที่มุขเด็จหน้าวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน ซึ่ง ซาง ซิว ซูน ชาวพม่า ถวายให้กับรัชกาลที่ 5 พระวิหารเปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30-16.30 น.

          อย่างไรก็ตาม เอกลักษณ์ของมอญอีกอย่างหนึ่งในวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงรามัญที่จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ซึ่งคนมอญนับถือมาก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องจากเจดีย์อยู่ติดแม่น้ำ กระแสน้ำกัดเซาะฐานราก ทำให้เจดีย์มีลักษณะเอียง ดูแปลกตา นับเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเกาะเกร็ด    
          ส่วนที่ "พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาสและหอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา" จะจัดแสดงวัตถุต่าง ๆ ที่ล้วนน่าชม เช่น พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม รวมทั้ง "เหม" ที่ พ.อ. ชาติวัฒน์ งามนิยม บรรจงสร้างขึ้น จนนับว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว นับตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การต่อลาย การตอกไข่ปลาเพื่อต่อลายบนกระดาษอะลูมิเนียม ทุกชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นเหมนี้ ล้วนแต่ต้องทำอย่างละเอียด ประณีต เชื่อว่าชาวมอญคงดัดแปลงลักษณะของเหมมาจากโลงของพระพุทธเจ้า ซึ่งก้นสอบปากบานข้างแคบเช่นกัน (ในพิพิธภัณฑ์แสดงภาพไว้) โลงเหมใช้กับศพแห้ง เหมพระ จะมีลักษณะพิเศษกว่าตรงที่เจาะหน้าต่างมองเห็นศพด้านในได้ ทั้งนี้เปิดให้เข้าชมในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00–16.00 น. ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่เก็บค่าเข้าชม 
วัดเสาธงทอง

วัดเสาธงทอง

          "วัดเสาธงทอง" เป็นวัดเก่า เดิมชื่อ "วัดสวนหมาก" นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมไม้สิบสอง มีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก 2 ชั้น ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกา อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงมะเฟือง ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมาก เขียนลายทองกรวยเชิงอย่างงดงาม พระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ คนมอญเรียกวัดนี้ว่า "เพี๊ยะอาล๊าต" หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์ รูปทรงคล้ายมะเฟือง ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ประดับลายปูนปั้น 
          
          "วัดไผ่ล้อม" สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน คนมอญเรียกวัดนี้ว่า "เพี๊ยะโต้" 

          "วัดฉิมพลีสุทธาวาส" มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมาก และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา   
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด  เกาะเกร็ด

          "กวานอาม่าน" พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา เป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลายโบราณ การปั้นเครื่องปั้นดินเผานั้นเป็นอาชีพชาวมอญมาตั้งแต่ครั้งตั้งถิ่นฐานแถบ ลุ่มแม่น้ำอิรวดี และมีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี นับเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนนทบุรี ลวดลายประณีตสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และยังเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดนนทบุรี สองข้างทางเดินบนเกาะมีบางบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00–17.00 น. ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2584-5086   
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด

          "คลองขนมหวาน" บริเวณคลองขนมหวานและคลองอื่น ๆ รอบเกาะเกร็ด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองจะทำขนมหวาน จำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมหวานอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมสาธิตวิธีการทำให้นักท่องเที่ยวได้ชม พร้อมซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม แรงดึงดูดอย่างหนึ่งบนเกาะเกร็ดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่นี่ คงหนีไม่พ้นเรื่องของอาหารการกินที่ดูจะหลากหลายมากมายกันจนลายตา (แหม... เห็นแล้วมันน่าหม่ำนักล่ะ) ไม่ว่าจะเป็น "ข้าวแช่" อาหารของชาวมอญ ที่สืบทอดสูตรกันมายาวนาน รับประทานพร้อมเครื่องเคียงครบรสที่มีให้เลือกเพียบ คือ ลูกกะปิทอด, หมูกับปลาเค็มปั้นทอด, ไชโป๊หวาน, ปลาหวาน, พริกหยวกสอดไส้, หัวหอมทอดสอดไส้ และผักชนิดต่าง ๆ 
          ส่วนใครที่ไปเกาะเกร็ดแล้วไม่ได้รับประทาน "ทอดมันหน่อกะลา" ก็เหมือนไปไม่ถึง เพราะ "ทอดมันหน่อกะลา" ถือเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลยก็ว่าได้ แถมยังมีให้เลือกซื้อเลือกชิมหลายร้าน ทั้งเจ้าเก่าเจ้าใหม่ เรื่องของรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่า อร่อยไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ตามร้านค้าสองข้างทางยังมีอาหารอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น รวมถึงของคาวอย่าง ห่อหมกปลาช่อน ห่อหมกปลากราย ไข่ปลาทอด ผักทอด พร้อมร้านขายน้ำเก๋ ๆ ที่ขายน้ำพร้อมแก้วน้ำกระถาง ปั้นโดยฝีมือคนท้องถิ่นนั่นเอง และที่ขาดไม่ได้เลย คือ ร้ายจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผา โอ่ง กระถาง เซรามิกรูปร่างต่าง ๆ ก็มีให้เลือกซื้อเลือกชมกันอย่างละลานตา... แล้วอย่างนี้จะพลาดได้ไง (อิอิ)

          ทั้งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการล่องเรือรอบเกาะเกร็ดเพื่อชมทัศนียภาพรอบเกาะ สามารถติดต่อได้ที่ท่าเรือวัดปรมัยยิกาวาส โดยเรือจะพาเที่ยวชมวิถีชีวิตริมน้ำ แวะสถานที่ท่องเที่ยวและวัดวาอาราม ได้แก่ วัดใหญ่สว่างอารมณ์ วัดศาลากุน ชมการสาธิตการผลิตเครื่องปั้นดินเผา เข้าคลองบางบัวทองชมการทำขนมหวานที่ขึ้นชื่อของเกาะเกร็ด ซึ่งจะมีบริการเรือด่วนพิเศษธงเขียวออกทุก ๆ ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 06.10-19.00 น. ค่าเรือปากเกร็ด-นนทบุรี ราคา 13 บาท, นนทบุรี-สาทร ราคา 20 บาท และปากเกร็ด-สาทร ราคา 32 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2445 8888, 0 2449 3000-2 (บริการเรือท่องเที่ยว เรือทัวร์ และเรือเช่า โทรศัพท์ 0 2866 3163-4) หรือหากต้องการเช่าเรือ มีเรือหางยาว นั่งได้ประมาณ 8 คน เหมาลำลำละ 500 บาท แวะคลองขนมหวาน ราคา 700 บาท เรือเล็กเช่าจากปากเกร็ด เข้าคลองขนมหวาน ราคา 150–200 บาท
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด

การเดินทาง 
          รถยนต์  
          เดินทางโดยรถยนต์มาที่ห้าแยกปากเกร็ด ตรงไปตามถนนแจ้งวัฒนะ ทางไปเทศบาลปากเกร็ด จากห้าแยกประมาณ 20 เมตร ก่อนถึงโรงหนังเมเจอร์ฮอลลีวูด เลี้ยวซ้ายเข้าถนนภูมิเวท ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงวัดสนามเหนือจอดรถทิ้งไว้ที่วัด แล้วนั่งเรือข้ามไปเกาะเกร็ด ไปขึ้นเกาะเกร็ดที่วัดปรมัยยิกาวาส หรือไปที่วัดกลางเกร็ด นั่งเรือข้ามฟากไปขึ้นเกาะเกร็ดที่วัดป่าฝ้าย

          สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถประจำทาง ให้ลงรถที่ป้ายโรงหนังเมเจอร์ฮอลลีวูด แล้วนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่ท่าเรือวัดสนามเหนือหรือวัดกลางเกร็ด ค่าโดยสารประมาณ 10 บาท

          เรือ  
          เดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเรือด่วนเจ้าพระยาออกจากท่าวัดสิงขร ลงที่ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี จากนั้นเช่าเหมาเรือหางยาวที่ท่าน้ำนนทบุรี ไปที่เกาะเกร็ด หรือนั่งเรือรถประจำทางจากท่าน้ำนนทบุรีไปที่อำเภอปากเกร็ด แล้วลงเรือที่วัดสนามเหนือหรือวัดกลาง เรือบริการระหว่างเวลา 08.30-18.30 น. 

          รถโดยสาร
          ขึ้นรถเมล์สาย 166 จากอนุสาวรีย์ชีย-ปากเกร็ด และรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชีย-ปากเกร็ด และจากเดอะมอลล์บางกะปิ-ปากเกร็ด

          อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด โทรศัพท์ 0 2583 9544...แล้วเจอกันที่ "เกาะเกร็ด" นะคะ

ที่มา : https://travel.kapook.com/view649.html